ล่ามภาษาพม่าในมหาชัย: ประสบการณ์ความเสี่ยง และการเผชิญอคติทางชาติพันธุ์ในยุคโควิด -19

“ถ้าฉันไม่หาย และตายที่นี่ โดยไม่เห็นหน้าสามี ไม่เห็นหน้าลูก ฉันจะทำยังไง ขอเห็นหน้าครอบครัวก่อนตายได้ไหม” นี่เป็นคำพูดที่แรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมากล่าวกับล่ามสาวคนหนึ่ง ณ โรงพยาบาลสนามที่มหาชัย

ภาวะความหวาดกลัวเชื้อโรคโควิด – 19 ที่ระบาดขึ้นอีกระลอกนั้น ใช่ว่ามีเพียงคนไทยเท่านั้นที่รู้สึกและได้รับผลกระทบ แต่การระบาดครั้งนี้มีคลัสเตอร์สำคัญที่อำเภอมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร และกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมา ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกหวั่นกลัวและได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน แน่นอนว่าความหวาดกลัวเชื้อโรคนี้ได้เผยให้เห็นปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือความเกลียดกลัวแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกขับเน้นให้เด่นชัดมากขึ้นไม่แพ้กันกับความเหลื่อมล้ำในด้านอื่น ๆ


วันนี้เพจ “คนข้ามแดน” จะพาทุกคนไปพูดคุยกับน้องยุ้ย ศิริวรรณ สมศรี ล่ามสาวภาษาพม่าชาวไทยผู้เป็นอาสาสมัครล่ามของทางจังหวัดสมุทรสาคร ปฏิบัติงาน ณ พื้นที่มหาชัย ใน โรงพยาบาลภาคสนาม ทั้ง 4 จุดที่ทางการได้จัดเตรียมให้บริการในช่วงโควิด ได้แก่ โรงพยาบาลสนามวัดโกกกาก โรงพยาบาลสนามตลาดกุ้ง โรงพยาบาลสนามสนามกีฬา และแห่งล่าสุด คือ โรงพยาบาลสนามศูนย์ห่วงใยคนสาคร โรงพยาบาลเหล่านี้ถูกดัดแปลงให้เป็นโรงพยาบาลภาคสนามเพื่อรองรับแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาที่ติดเชื้อโควิด – 19 เราจะไปพูดคุยกับล่ามสาวชาวไทยถึงบรรยากาศของมหาชัยในปัจจุบัน ประสบการณ์การทำงานกับความเสี่ยง และอคติทางชาติพันธุ์ที่ได้พบเจอในฐานะล่ามภาษาที่ทำงานกับแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมามาโดยตลอด


หากเคยไปมหาชัยมาบ้าง คุณคงจะพอนึกภาพถึงความคึกคักของตลาดค้าขายอาหารทะเลที่เป็นแหล่งรวมพ่อค้าคนกลางจากทั่วประเทศเพื่อมารับอาหารทะเลไปขาย หากเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์ คนกรุงเทพฯ ที่ไปเที่ยวหัวหิน หรือชะอำก็มักจะต้องแวะมาที่นี่เพื่อซื้ออาหารทะเลกลับ เพราะมีราคาที่ย่อมเยากว่า ยุ้ยเล่าว่าภาพเหล่านั้นราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอนนี้มหาชัยเงียบฉี่ ร้านค้าหลายร้านปิดตัวลงไป แม้แต่โรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางก็ต้องหยุดการผลิตไปก่อน เหลือแต่โรงงานที่มีคนงาน 8,000 – 10,000 คนที่ยังทำงานต่อได้


น้องยุ้ยทำงานฝ่ายบุคคลที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมามาโดยตลอด โดยเฉพาะการให้ข้อมูลเรื่องสิทธิแรงงาน โควิดทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยุ้ยได้ผันบทบาทของตนเองมาทำอีกด้าน คือการสื่อสารกับแรงงานเพื่อให้ข้อมูลด้านแพทย์และสาธารณสุข (ซึ่งไม่ได้เป็นความเชี่ยวชาญโดยตรง) จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดความรู้สึกกดดันต่อตนเอง ความหวาดกลัวที่จะติดเชื้อโรค และความรู้สึกเศร้าทั้งเห็นอกเห็นใจระคนปนกันไปต่อเหตุการณ์ที่ได้เป็นพยานรับรู้ไปพร้อม ๆ กัน


“ในตอนที่สมุทรสาครเจอว่ามีคนติดโควิด มันมาตู้มเดียวเลยค่ะพี่ เพราะวันเดียวเป็นพันคน แล้วทางการเตรียมรับไม่ทัน จนทางจังหวัดส่งเรื่องไปขอล่ามที่สถานทูต แต่มันติดช่วงวันหยุดยาว เขาเลยต้องประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือคนที่รู้ภาษาพม่าในพื้นที่มหาชัยมาช่วยเหลือกันก่อน”


แน่นอนว่าในช่วงแรก (ปลายเดือนธันวาคม) การจัดการในพื้นที่มหาชัยค่อนข้างทุลักทุเล แรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาในพื้นที่บางคนพูดไทยไม่ได้ ทั้งยังมีล่ามไม่เพียงพอ ทำให้พูดคุยกันแทบไม่รู้เรื่อง อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่ได้ตระเตรียมว่าจะเกิดการระบาดระลอกที่สองขึ้น ยุ้ยจึงสมัครมาเป็นล่ามอาสาสมัครหลังจากที่ทางจังหวัดสมุทรสาครประชาสัมพันธ์หาล่ามในพื้นที่ หลังจากนั้นก็มีล่ามภาษาพม่าจากหน่วยงานอื่น ๆ ตามมาสมทบในภายหลัง เช่น ล่ามจากสำนักงานจัดหางาน ล่ามของสำนักงานยุติธรรมแรงงาน และล่ามจากกองทัพบก ยุ้ยได้เล่าสภาพการทำงานในพื้นที่เสี่ยงตามโรงพยาบาลสนามในมหาชัยให้เราฟังว่า


“เวลาเราไปโรงพยาบาลภาคสนาม คือใส่ชุดหมีไป (ชุด PPE) เหมือนเราอยู่ในถุงดำ ทางค่ายไม่เปิดพัดลม ไม่เปิดแอร์ เพราะเป็นการกระจายเชื้อ ร้อนมาก เราก็เครียด กลัว ไม่รู้จะติดเชื้อมั้ย เวลาไปโรงพยาบาลสนามจะไปกับหมอ 1 คน พยาบาล 2 คน ล่าม 1 คน ประกบกันไปแบบนี้ เดินถามแต่ละเตียงว่า มีอาการอย่างไร เข้าห้องน้ำบ่อยมั้ยและถามเรื่องความรู้สึก เพื่อให้เขาได้ผ่อนคลาย เพราะแต่ละคนเครียดมาก จิตตก นี่คือหน้าที่ของล่ามเลยที่ต้องให้กำลังใจเขา เหมือนเราเป็นนักบำบัด เพราะมันมีโรคซึมเศร้าด้วย เพราะเป็นโรคที่ทุกคนรังเกียจ และภาระความเครียด ไม่ได้เจอใคร ทำให้กินข้าวไม่ลง เคยไปถามแล้วเขาบอกว่า ‘ถ้าเขาไม่หาย ถ้าเขาตายที่นี่ ไม่เห็นหน้าสามี ไม่เห็นหน้าลูก เขาจะทำยังไง ขอเห็นหน้าครอบครัวก่อนตายได้ไหม’ เราจุกมาก แต่ก็พูดให้กำลังใจ พูดเสร็จก็กลับไป ก็มานั่งร้องไห้ ดาวน์มากเลยพี่”


หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของล่าม คือ การประชาสัมพันธ์ให้แรงงานข้ามชาติรู้จักดูแลตัวเอง ต้องกินร้อน ใช้ช้อนกลาง ต้องอยู่ให้ห่างกัน รู้จักสวมหน้ากากอนามัย งดการสัมผัส หรือถ้าสัมผัสก็ต้องล้างมือทุกครั้ง ก่อนทำหน้าที่นี้ล่ามต้องเทรนกับคุณหมอโดยตรง เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้ก่อนนำข้อมูลไปถ่ายทอดให้กับแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาในพื้นที่ต่อไป อย่างไรก็ตามยุ้ยพบว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก และเห็นใจแรงงานข้ามชาติไม่น้อยหากพิจารณาถึงบริบทที่พักอาศัยของพวกเขา


“สถานที่ที่เขาอยู่มันไม่เอื้อกับเขาให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แล้วส่วนใหญ่เขาอยู่กันเป็นครอบครัวหรือกับเพื่อน แทบไม่มีคนอยู่คนเดียวเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด เคยเจอส่วนมากมักอยู่กันสี่คน สองคนทำงานอยู่กะกลางวัน อีกสองคนจะทำงานอยู่กะกลางคืน เพื่อที่จะไม่ได้อยู่กันเยอะ ๆ เว้นแต่ว่าวันอาทิตย์ที่จะต้องอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเพราะหยุด”


จำนวนแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาในพื้นที่มหาชัยมีจำนวนทั้งสิ้นกว่าสองแสนคน ความหนาแน่นของจำนวนแรงงานระดับนี้ทำให้พวกเขาต้องอยู่กันอย่างแออัดในห้องเช่าราคาถูก เพราะรายได้ในแต่ละวันก็ไม่ได้มากนัก แรงงานส่วนใหญ่ทำงานในภาคการประมง นายจ้างมักจ้างแรงงานเหล่านี้เป็นลูกจ้างรายวัน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเข้าระบบประกันสังคม ทำให้พวกเขาไม่มีสวัสดิการและต้องหางานกันวันต่อวัน ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน พนักงานที่มาจากประเทศเมียนมาในมหาชัยถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก หลายคนประทังชีวิตด้วยการไปกินข้าวที่วัด หรือรับอาหารที่ทางสภากาชาดไทยได้นำมาบริจาค


ความเกลียดกลัวแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมาในประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว เห็นได้จากการผลิตวาทกรรมว่าด้วย “แรงงานต่างด้าว” จากประเทศที่ยากจนเดินทางมาหางานทำให้ประเทศที่เจริญกว่า พวกเขาถูกแปะป้ายให้เป็นปัญหาต่อสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ อาชญากร และพาหะนำโรคร้าย [1] รวมถึงการแย่งงานคนไทย ยิ่งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด -19 เกิดในกลุ่มแรงงานข้ามชาติเป็นหลักแล้ว การถูกตราหน้าว่าพาหะนำโรคร้ายยิ่งถูกตอกย้ำมากยิ่งขึ้น และทำให้กระแสความหวาดกลัวแรงงานเพื่อนบ้านลุกลามกว่าเดิมจนนำไปสู่การนำแรงงานไปลอยแพ หรือไล่ออกทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ติดเชื้อโควิด ยุ้ยได้ขยายความและเล่าสถานการณ์ที่พบเจอในพื้นที่ให้ฟังว่า ความเกลียดชังนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลังจากเชื้อโควิดระบาดเป็นวงกว้าง


“พอโควิดมา ความเกลียดทวีคูณมาก คนไทยบอกว่า โรคนี้เกิดจากการหมักหมม สกปรก แล้วคนพม่าอยู่กันแออัดไงพี่ คนไทยยิ่งมองว่าเขาสกปรกกว่าเดิม เดินสวนก็เดินห่าง ไม่คุยด้วย ในข่าวที่นายจ้างเอาไปทิ้ง ก็เป็นความจริง แพปลาหรือร้านขายของชำที่เอาแรงงานผิดกฎหมายมา ลักลอบเข้ามาก็มี เอาไปทิ้ง แล้วเขาไม่รู้ว่าทำไมนายจ้างทิ้งเขา เขาก็งงนะพี่ เราโดนเอาไปทิ้งอะ ตอนเอาเขามาอยากได้ก็อยากได้ จะเอาเข้ามาให้ได้ บางคนเลิกจ้างไปเลย คือแบบคนไทยเอาไว้ คนพม่าเลิกจ้าง ถึงแม้จะไม่ติดโรคก็ไม่เอา”


ประสบการณ์และเรื่องเล่าของยุ้ยทำให้เราได้พบว่า เชื้อโรคโควิด – 19 ได้เผยให้เห็นปัญหาสังคมในหลายด้าน และหนึ่งในปัญหานั้นก็คืออคติทางด้านชาติพันธุ์ที่ผู้คนจำนวนมากแสดงออกอย่างชัดเจนและรุนแรงจนน่าตกใจ [2] นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเห็นทัศนคติที่ดูถูกเหยียดหยามแรงงานข้ามชาติอันรุนแรงและเข้มข้นในสังคมไทย แต่ทัศนคติแบบนี้มีมานามนมและเป็นเช่นนี้มาหลายยุคหลายสมัย เรามองเห็นคนในประเทศเพื่อนบ้านต่ำต้อยกว่าและสกปรกจนไม่อยากจะสุงสิงด้วย ราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์ที่เท่าเทียมกันกับเรา ในขณะเดียวกันปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้เห็นความกดดัน ความเครียด ความซึมเศร้าที่แทรกซึมในอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นตัวของผู้ปฏิบัติหน้าที่ล่ามเองหรือแรงงานข้ามชาติ ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดที่สังคมโลกต้องเผชิญหน้าร่วมกันในขณะนี้ สิ่งที่เราควรจะต้องทำความเข้าใจ คือ ไม่ว่า “เรา” หรือ “เขา” จะเป็นแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นล่ามคนไทย เป็นคนจีน คนไร้บ้าน พ่อค้าแม่ค้า ไม่ว่าใคร เชื้อชาติใด อาชีพใดก็ตาม ทุกคนล้วนเป็นมนุษย์อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน ดังนั้นในความโกลาหลของโลกเช่นนี้ เราควรตระหนักเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อโอบกอดกันและกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกันให้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ทั้งนี้ การที่เราจะโอบกอดกันด้วยความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้นั้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเคารพในความเป็นมนุษย์ของกันและกันเสียก่อน ไม่มีใครเลือกหรืออยากที่จะติดโรคโควิด และเช่นเดียวกัน โรคเองก็ไม่ได้เลือกเชื้อชาติที่จะแพร่กระจายไป อคติทางชาติพันธุ์ต่างหากที่ทำให้เราโอบกอดกันด้วยความเมตตาและเห็นอกเห็นใจไม่ได้ หาใช่เชื้อโรคไม่


[1] อ่านเพิ่มเติมใน ออมสิน บุญเลิศ. (2552). วาทกรรมว่าด้วย “คนต่างด้าว”กับการกลายเป็น “คนอื่น” ของชาวไทใหญ่พลัดถิ่น. วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ปีที่ 21, ฉบับที่ 2(2552), หน้า 103-141 ISSN01254318

[2] อ่านเพิ่มเติมได้ใน จะกี่ยุคกี่สมัยก็ยังมีคนไทย ที่ยังคงไม่หยุดเหยียดคนพม่า รวม 4 อคติทางเชื้อชาติที่ไม่เคยหายไปจากประเทศนี้ ทั้งล้อ ‘สำเนียงภาษา’ ตลอดจนด่าว่า ‘เชื้อโรค’ ควรยิงทิ้ง เข้าถึงผ่านhttps://spectrumth.com/2020/12/25/%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5 

1 thought on “ล่ามภาษาพม่าในมหาชัย: ประสบการณ์ความเสี่ยง และการเผชิญอคติทางชาติพันธุ์ในยุคโควิด -19”

  1. น่าเศร้าใจยิ่ง แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง ก็ไม่ต่างอะไรที่คนไทยมากมายไปค้าแรงงานในตะวันออกกลาง สิงคโปร์ เกาหลี ไต้หวัน. ถ้ามองมติสังคมมนุษยวิทยา และจิตวิทยา. เราอาจจะค่อยๆเห็นทางออกได้บ้างในอนาคต

    ตอบกลับ

Leave a Comment

Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial