“เรื่องเล่าคนเคี้ยวหมาก” แรงงานข้ามชาติชาวพม่าในขอนแก่น ผู้พลิกฟื้นธุรกิจหมากพลูท้องถิ่นให้มีชีวิตอีกครั้ง

คนพม่ากับวัฒนธรรมการเคี้ยวหมาก

การเคี้ยวหมาก (betel quid chewing) เป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของชาวพม่าที่คนไทยจำนวนมากคุ้นตา นอกเหนือไปจากการทาทะนาคาขาวนวลบนใบหน้า และนิยมเคี้ยวกันในหมู่ชายชาวพม่ามากกว่าผู้หญิง “คำหมาก” (betel quid ) ในภาษาพม่าเรียกว่า “กูนยา” (Kun Yar/ကွမ်းယာ) ถือได้ว่าเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาวพม่า ที่ทุกคนต้องพบเจอในครอบครัวนับตั้งแต่เด็ก พวกเขาอาจเคยเห็นพ่อ แม่ หรือปู่ย่าตายายเคี้ยวเป็นประจำและได้ชักชวนให้ทดลองหรือแม้แต่ลองด้วยตนเองจากความอยากรู้อยากลอง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรเนื่องจากสามารถหาได้ในครัวเรือน อย่างไรก็ตาม สถานที่ทำงานกลับเป็นบริบททางสังคมสำคัญที่ทำให้ชาวพม่าส่วนใหญ่พัฒนาลักษณะนิสัยในการเริ่มเคี้ยวหมากจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิต นอกจากนี้ คนรอบข้างก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้การเคี้ยวหมากกลายเป็นกิจกรรมทางสังคมและเป็นตัวช่วยในการเข้าสังคม เช่น นักเรียนที่เดินจับกลุ่มเคี้ยวหมากกันตอนเดินไปโรงเรียนตอนเช้าหรือในชั้นเรียน ระหว่างเวลาพักรับประทานอาหารกลางวันและหลังเลิกเรียน ชาวพม่าผู้ใช้แรงงานที่ส่วนใหญ่มักจะแอบเคี้ยวหมากขณะกำลังทำงาน หรือเมื่อต้องออกไปซื้อหมากมาให้เพื่อนร่วมงานที่อาวุโสกว่า และนอกเวลางานเพื่อสังสรรค์กับคนรอบข้าง

ร้านขายหมากพลูในตลาดบางลำภู ที่มา: ผู้เขียน

แรกเริ่มเดิมที คำหมากประกอบไปด้วย แก่นหมาก ปูนขาว (slaked lime) และใบพลู แต่ในภายหลังใบยาสูบที่แปรรูปเป็น “ยาเส้น” (ใบยาสูบที่ถูกนำมาตากแห้งและหั่นฝอย) ได้กลายมาเป็นส่วนผสมทั่วไปในคำหมากด้วย ส่วนใครจะใส่อะไรในคำหมากนั้นขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล แต่เดิมชาวพม่าไม่นิยมใส่ยาเส้นในคำหมาก แต่ในปัจจุบัน ชายชาวพม่าส่วนใหญ่มักจะเคี้ยวหมากที่มีส่วนผสมของยาเส้น หรืออาจจะมีส่วนผสมอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย ปริมาณของยาเส้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความชอบแต่ละคน ยาเส้นจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำใหหลายคนติดหมาก และอาจเรียกได้ว่าเป็นการบริโภคยาสูบชนิดไม่มีควัน (smokeless tobacco) ที่ใช้วิธีอมและเคี้ยวแทนการสูบ สำหรับความถี่ในการเคี้ยวหมากของชาวพม่านั้นแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน บางคนอาจจะเคี้ยวคำสองคำต่อวัน อาจจะมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่พวกเขาพบปะสังสรรค์กันหรือโอกาสอื่น ๆ ในขณะที่บางคนสามารถเคี้ยวได้ตลอดวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็นไม่ว่าจะคนเดียวหรือกับเพื่อน ๆ และโดยทั่วไปปริมาณเฉลี่ยในการเคี้ยวหมากต่อคำในแต่ละวันจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนับตั้งแต่ 12 คำไปจนถึง 120 คำสำหรับคนที่ติดหมากอย่างหนัก ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพช่องปากได้ในระยะยาว

ชาวพม่าส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการเคี้ยวหมากเป็นกิจกรรมสะท้อนตัวตนที่มีอิสระ หัวรั้น และมีความเป็นชาย (masculine men) การเคี้ยวหมากยังเป็นกิจกรรมการเข้าสังคมและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในกลุ่มคนที่เคี้ยวหมาก ส่งผลให้ธุรกิจร้านขายหมากในพม่ากระจายตัวอยู่ทุกซอกซอยเหมือนร้านอาหารตามสั่งในบ้านเรา และเป็นพื้นที่สำคัญที่ทุก ๆ วันจะมีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อ “หมากตามสั่ง” กันไม่ขาดสาย ดังนั้น คำหมากสำหรับชาวพม่าจึงเปรียบเหมือน “อาหารสำหรับเข้าสังคม” ที่จะถูกแบ่งปันกันเมื่อพบหน้าราวกับว่าเป็นข้อเสนอเบื้องต้นในการสร้างมิตรภาพและความสนิทสนม นอกจากนี้ ชาวพม่ามักจะมองว่าผู้ชายที่ริมฝีปากเปื้อนหมากพลูสีแดงเป็นคนหล่อและมีเสน่ห์ และการคายน้ำหมากสีแดงออกมาระหว่างสนทนากันเป็นการกระทำที่กล้าหาญ โก้เก๋ มีสไตล์ และสะดุดตา เรื่องนี้มีอิทธิพลกับคนพม่าถึงขนาดที่ว่าต้องมีใครสักคนตั้งใจพ่นน้ำหมากออกมาแรง ๆ ให้มีเสียงดัง แล ชาวพม่าเชื้อว่าการเคี้ยวหมากเป็นแหล่งพลังงานสำหรับผู้ชายชนชั้นแรงงานที่ต้องเข้มแข็งและไม่ย่อท้อต่องานหนัก ซึ่งการเคี้ยวหมากเป็นตัวกระตุ้นที่ช่วยให้พวกเขาแข็งแกร่ง สามารถควบคุมตัวเองได้ และทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ความเชื่อดังกล่าวทำให้แรงงานชาวพม่าส่วนใหญ่ต้องเคี้ยวหมากตลอดเวลาหรืออาจจะยาวไปตลอดทั้งวันในขณะที่ทำงานหนัก การเคี้ยวหมากจึงเป็นเหมือนวัฒนธรรม (โทง – ထုံး) ที่ชาวพม่าแทบทุกคนรู้จัก และเป็นวิถีชีวิตติดตามพวกเขาข้ามแดนเมื่อต้องเข้ามาทำงานหนักในประเทศไทยที่ครั้งหนึ่งวัฒนธรรมการเคี้ยวถูกทำให้กลายเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่เจริญหูเจริญตา จนปัจจุบันแทบจะไม่หลงเหลือให้ได้เห็นแล้ว

ใบพลู ปูนขาว และยาเส้น ส่วนผสมหลักของคำหมาก ที่มา: ผู้เขียน

คนเคี้ยวหมากข้ามแดนผู้พลิกฟื้นธุรกิจขายหมากพลูในขอนแก่น

ขอนแก่นเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีจำนวนแรงงานข้ามชาติชาวพม่ามากเป็นอันดับต้น ๆ ของภาคอีสานจากข้อมูลพบว่ามีมากถึง 2,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตแหอวน ซึ่งมีอยู่สองแห่ง และมีบางส่วนที่ทำงานภาคบริการในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและร้านกาแฟ จากการมีแรงงานชาวพม่าจำนวนมากจึงทำให้หน้าโรงงานเกิดตลาดขึ้นมา ซึ่งคนแถวนั้นเรียกว่า “ตลาดพม่า” โดยที่มีผู้ประกอบการเป็นคนท้องถิ่นแล้วขายสินค้าต่าง ๆ ให้กับแรงงานชาวพม่า นอกจากนี้ แรงงานชาวพม่ายังตั้งชุมชนข้ามถิ่นขนาดใหญ่มีระบบการบริหารจัดการชุมชนที่มีแบบแผน ประกอบไปด้วย ที่พักอาศัย ร้านค้าต่าง ๆ ร้านอาหารพม่า และที่สำคัญ “ร้านหมากตามสั่ง” กว่าสิบแห่ง ที่ลอกเลียนรูปแบบมาจากประเทศต้นทาง ทุก ๆ วันอาทิตย์แรงงานชาวพม่าจะมีภารกิจสำคัญก็คือ การเดินทางไปตลาดที่ทุกคนเรียกติดปากว่า “เซจี” (စျေးကြီး) ที่แปลว่าตลาดขนาดใหญ่ หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “ตลาดบางลำภู” บรรยากาศตลาดในวันอาทิตย์จะเป็นภาพที่ดูน่าตื่นตา เพราะจะคลาคล่ำไปด้วยแรงงานชาวพม่าแต่งกายในแบบของตัวเองสีสันสดใสเดินสวนกับเราไปมา แวะร้านนั้นเข้าร้านนี้ สนทนาพาทีกันด้วยภาษาไทยได้อย่างไม่เคอะเขิน

แรงงานพม่าในตลาดบางลำภู ที่มา: ผู้เขียน

ร้านขายหมากพลูในขอนแก่นกระจุกตัวอยู่ที่ตลาดสองแห่ง ก่อนหน้านี้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตลาดสดบางลำภูและตลาดสดเทศบาลใกล้ ๆ กันยังคงมีร้านเหล่านี้มากกว่า 10 ร้าน ปัจจุบัน เหลืออยู่ไม่ถึง 5 ร้าน ร้านของลุงอู๊ดเป็นหนึ่งในบรรดาร้านขายหมากพลูที่ยังคงอยู่รอด และดูเหมือนจะเป็นเพียงร้านเดียวที่ทำธุรกิจขายส่งหมากพลูให้กับแรงงานพม่าในโรงงาน ลุงอู๊ดให้ข้อมูลกับผู้เขียนว่า ทุกวันนี้คนขอนแก่นนิยมซื้อหมากพลูไปเพื่อใช้ในงานประเพณีและบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ มากกว่าเพื่อบริโภคกันเองเหมือนแต่ก่อน ทำให้ช่วงก่อนหน้าที่จะมีแรงงานชาวพม่าเข้ามาธุรกิจขายหมากพลูซบเซาอย่างมาก และปิดกิจการลงไปหลายแห่ง กระทั้ง ร้านของลุงอู๊ดกลายเป็นร้านประจำของบรรดาแรงงานพม่าที่มีทั้งรายใหญ่รายย่อยจึงทำให้ร้านของเขาอยู่มาได้จนทุกวันนี้

คนไทยเดี๋ยวนี้เขาซื้อหมากไปให้ผีให้เจ้าที่ เขาไม่กินกันเองหรอก มีแต่คนพม่ามาซื้อกิน ซื้อทีละเป็นหมื่น ๆ

(ลุงอู๊ด, 2564)

ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 2550 ลุงอู๊ดเล่าถึงประสบการณ์การขายหมากพลูกับแรงงานพม่าว่าเจอกันได้เพราะแรงงานเหล่านี้ต้องการซื้อหมากและพลู แรก ๆ คุยกันไม่รู้เรื่องอาศัยใช้ไม้ใช้มือ ชี้เอาว่าต้องการอะไร นับได้กว่า 10 ปีจึงทำให้ลุงอู๊ดมีโอกาสเรียนรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับธุรกิจตัวเองหลายคำ เช่น หมาก (กูงตี – ကွမ်းသီး) และพลู (กูง-ยแว่ะ – ကွမ်းရွက်)

หมากก็เรียกกงตี (เลียนเสียงคำพูดผู้ให้สัมภาษณ์ – ผู้เขียน) พลูก็เรียกกงยั้วะ

(ลุงอู๊ด, 2564)

สำหรับหมากที่แรงงานพม่าในขอนแก่นนิยมบริโภคลุงอู๊ดบอกว่าเป็นหมากตากแห้งที่ไม่ผ่าซีกหรือซอยเป็นชิ้น ๆ ทำให้ร้านของลุงอู๊ดต้องสั่งมาจากภาคใต้เป็นร้านแรก ๆ ของขอนแก่น โดยที่หมากตากแห้งดังกล่าวแตกต่างจากหมากของคนไทยที่นิยมเคี้ยวกัน ซึ่งเป็นหมากสดหรือ “หมากหน้าอ่อน” รวมไปถึงหมากแห้งที่ผ่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ เรียบร้อยแล้ว ส่วนใบพลู ลุงอู๊ดบอกว่าแรงงานพม่าก็บริโภคแตกต่างจากคนไทยเช่นกัน โดยที่พวกเขาจะนิยมใบพลูที่ไม่แก่มากและไม่อ่อนจนเกินไป หรือที่เรียกว่า “พลูขาว” ซึ่งสั่งตรงมาจากจังหวัดปราจีนเป็นหลัก (ปัจจุบันพื้นที่ภาคอีสานเริ่มมีการปลูกพลูเพื่อขายเป็นธุรกิจมากขึ้น เช่น ชุมแพ ภูฝอยลม จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น) เนื่องจาก ใบพลูแก่จะให้รสชาติเผ็ดปร่า ส่วนใบที่อ่อนไปก็จะฝาด เวลาเคี้ยวจะทำให้เสียรสชาติ

หมากแห้งที่แรงงานพม่านำมาเป็นส่วนประกอบของคำหมาก ที่มา: ผู้เขียน

ลุงอู๊ดเล่าถึงปริมาณการขายที่ทำได้ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งเขาจะต้องขับรถจักรยานพ่วงข้างไปส่งถึงในโรงงานแหอวน นอกจากนี้ ระยะเวลาที่ทำธุรกิจกับแรงงานชาวพม่าได้ทำให้ลุงอู๊ดเกิดทัศนคติที่ดีต่อพวกเขา ถึงขั้นที่สามารถซื้อสินค้าแบบ “เซ็นเอาไว้ก่อน” ในปริมาณมาก ๆ ได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

ส่งครั้งหนึ่งก็อาทิตย์ละครั้ง เขาจะโทรมาสั่ง หรือบางครั้งสิ้นเดือนเขาก็มาเอาเอง ในโรงงาน A (ชื่อสมมติ) มีประมาณห้าหกร้าน แต่โรงงาน B (ชื่อสมมติ) นอกเมืองมีเป็น 10 ร้าน สั่งทีก็ร้านละ 6 – 7 พันใบต่อร้าน บางทีก็เป็นหมื่นใบ

(ลุงอู๊ด, 2564)

แรงงานพม่าเขาซื่อสัตย์ อย่างเราก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรเลยนะ ซื้อกันด้วยใจ รู้จักกันมาเป็น 10 ปี ถ้าเขาจะหนีไม่จ่าย เราก็ตามไม่ได้ จริงไหม แต่นี่เขาไม่เคยโกงเราเลย สิ้นเดือนมาจ่ายตลอด บางครั้งออกมาไม่ได้เราก็ให้เซ็น เชื่อใจกันขนาดนั้นแหละ

(ลุงอู๊ด, 2564)

บทส่งท้าย

ลุงอู๊ด เป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนที่ได้รับผลบางอย่างจากการเข้ามาของแรงงานข้ามชาติชาวพม่า และมันทำให้เรื่องราวชีวิตของเขามีคนบางคนบางกลุ่มที่อาจจะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รู้จักเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในนั้น แรงงานชาวพม่าในขอนแก่นไม่เพียงแค่เข้ามาเป็นแรงงานเพื่อทำงานที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมทำหรือไม่ทำแล้วเท่านั้น พวกเขายังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับสังคม ชุมชน และวัฒนธรรมของเรา สร้างประโยชน์ให้กับเมืองอย่างมาก ลุงอู๊ด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญที่สามารถฉวยใช้ และมองเห็นโอกาสทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกันมาใช้ต่อยอดธุรกิจของตัวเอง และสิ่งที่ลุงอู๊ดได้มาโดยไม่รู้ตัวก็คือ “มิตรภาพและเครือข่ายจากคนเคี้ยวหมากข้ามแดน” นั้นเอง

แรงงานพม่าซื้อของไปขายที่โรงงาน ที่มา: ผู้เขียน

เรื่องเล่าไม่ยาวมากเท่าใดนัก เกี่ยวกับธุรกิจหมากพลูที่กลับมาขายดีอีกครั้งจากการเข้ามาของคนข้ามแดนอย่างแรงงานข้ามชาติชาวพม่าที่ลุงอู๊ดเล่าให้เราฟัง เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากอีกหลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเท่านั้น ประสบการณ์การใช้ชีวิตของแรงงานข้ามชาติทั้งพม่า ลาว และกัมพูชาในการเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมทั้งที่แตกต่างและมีบางอย่างร่วมกันยังคงมีอีกมากมายในขอนแก่นและภาคอีสาน ดังที่ผู้เขียนเคยเดินผ่านแม่ค้าขายปลาสดในตลาดแห่งเดียวกันนี้ และทำให้เผอิญได้ยินสิ่งที่แม่ค้าคนดังกล่าวพูดกับลูกค้าชาวพม่าของเธอเป็นคำภาษาพม่าสั้น ๆ เพื่อบอกราคา ผู้เขียนมองว่าเรื่องราวการเดินทางของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในคำบอกเล่าของผู้คนเมืองขอนแก่นในอนาคต

อ้างอิง

  • Moe, T., Boonmongkon, P., Lin, C. F., & Guadamuz, T. E. (2016). Yauk gyar mann yin (Be a man!): masculinity and betel quid chewing among men in Mandalay, Myanmar. Culture, health & sexuality, 18(2), 129-142.
  • Moe, T., Boonmongkon, P., Wang, X., Phukao, D., Ojanen, T. T., & Guadamuz, T. E. (2017). A critical ethnographic study on betel quid dependence among young men in Mandalay, Myanmar. Asia-Pacific Social Science Review, 17(2), 239-248.
  • Ratchompoo, S., & Cadchumsang, J. (2020). Cosmopolitanism and Transnational Migration of Myanmar Migrant Workers in KhonKaen City. Journal of Liberal Arts, Maejo University, 8(1), 137-155.
  • ကျော်ခ. (2012, 20 October). ကွမ်းယာကောင်းကောင်း နေပြည်တော်မှာ ၂၄ နာရီ ရောင်းသည်. The Irrawaddy Retrieved from https://burma.irrawaddy.com/authors/%e1%80%80%e1%80%bb%e1%80%b1%e 1%80%ac%e1%80%ba%e1%80%81
  • วิลาสินี โสภาพล. (2559) ชุมชนข้ามถิ่น : การก่อร่างทางอัตลักษณ์ของแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าในจังหวัดขอนแก่น. ขอนแก่น: ศูนย์วิจัยพหุลักษณ์สังคมลุ่มน้ำโขง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
  • อู๊ด. (5 มกราคม 2564). สัมภาษณ์. ผู้ประกอบการร้านหมากพลู. ขอนแก่น.

1 thought on ““เรื่องเล่าคนเคี้ยวหมาก” แรงงานข้ามชาติชาวพม่าในขอนแก่น ผู้พลิกฟื้นธุรกิจหมากพลูท้องถิ่นให้มีชีวิตอีกครั้ง”

  1. ต่อไปน้องขอเรื่อง ยาสูบของชาวพม่านะครับ อาานแล้วชอบครับผม

    ตอบกลับ

Leave a Comment

Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial