อิทธิพล

ผู้เขียน มะ ฮนิน พเว
ผู้แปล TTZK

อันที่จริง ตัวผมเองก็ไม่มีจิตมีใจจะอยู่บ้านนี้ต่อแล้ว  อีกหน่อย เขาจะมาไล่เราออกไปไหมหนอ  เราเองจะอดทนไม่ไหวแล้วย้ายหนีเสียเองไหมหนอ ในใจเอาแต่คิดวนไปวนมาอยู่เช่นนี้

“อิทธิพล” –มะ ฮนิน พเว

ผมไม่ค่อยจะถนัดทำงานแบบที่ต้องใช้ความคิดความอ่านลึกซึ้งอะไรนักหรอก  เช้าถึงค่ำ ก็คอยพะวงถึงแต่เรื่องหาเงิน จึงไม่มีเวลาไปคิดอะไร  ต่อมาอาศัยว่าโชคช่วย ได้มาอยู่ประเทศญี่ปุ่นนี่ก็เหมือนได้มายืนอยู่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์ รู้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ว่าต้องเก็บดอกเกี่ยวผลเท่าที่มีแรงและมีเวลาก็เท่านั้น  ช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดมากนัก  พูดอีกอย่างก็คือ ในช่วงเวลานั้น ยังไม่มีการตามจับวีซ่าที่อยู่เกินกำหนดเวลาพำนักอย่างกวดขัน เลยยังพออยู่ทำงานหาเงินได้ง่าย

อืม…ผมจะเล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองอยู่ครั้งหนึ่งให้ฟัง  เป็นเรื่องที่ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน เป็นเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดเลยสักครั้ง แถมยังไม่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินด้วยซ้ำ  แต่พอมานึกดูดี ๆ ก็กลายเป็นว่าผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว  ขอให้ผมได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังสักหน่อยแล้วกัน

โรงงานข้าวกล่องที่ผมทำงานอยู่ ตั้งอยู่ในย่านที่เงียบสงบของเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งชานกรุงโตเกียว  บ้านที่คนงานชาวเมียนมาอย่างพวกผมพักอยู่ก็เป็นบ้านที่เถ้าแก่เช่าให้ในละแวกที่แสนสงบนั่นเอง

ผมมักคุยโวให้เพื่อนฟังเสมอว่าอยู่ในโตเกียว “พวกเรานี่อยู่ในวินเดอร์เมีย[1]นะ”  ก็จริง ละแวกนั้นก็เหมือน “วินเดอร์เมีย” ดี ๆนี่เอง  ตลอดทั้งย่านมีทั้งสวน สนามหญ้า และต้นไม้สวย ๆ ดอกไม้งาม ๆ ตึกชั้นเดียวบ้างสองชั้นบ้างตกแต่งอย่างสวยงาม และยังมีบ้านเดี่ยวน่ารัก ๆ อีกหลายหลัง  ไม่มีอาคารสูง ๆ เลยแม้แต่หลังเดียว ทั้งวันทั้งคืนแทบไม่มีผู้คนผ่านไปมา สงบเงียบตลอดเวลา

สิ่งที่ทำลายความเงียบสงบในย่านนี้ก็คือเสียงดังจากโรงงานของผมนั่นแหละ  และสิ่งเดียวที่ทำลายความงามของย่านนี้ ก็เห็นจะมีแต่บ้านเก่า ๆ ของพวกเราชาวเมียนมาหลังเดียวนั่นเอง

บ้านหลังที่ผมอาศัยอยู่ เก่าคร่ำเสียจนพูดได้ว่าหมดสภาพการใช้งานไปแล้ว สีสันก็หม่นหมองเพราะไม่ได้ทาสีใหม่ ประตูเหล็กม้วนก็เฟืองหลุด  เวลาลมพัดแรง ๆ ก็มักจะส่งเสียงดังน่ารำคาญ  บริเวณบ้าน มีที่ว่างอยู่รอบ ๆ
ตัวบ้านเป็นอาคารชั้นครึ่ง  ชั้นล่างอยู่ได้สองครอบครัว  ชั้นบนอยู่ได้ครอบครัวเดียวแต่ไม่มีคนอยู่  ทราบทีหลังว่าเจ้าของบ้านย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จึงใช้ห้องชั้นบนเป็นโกดังเก็บของ  ห้องฝั่งซ้ายชั้นล่าง มีสองพี่น้องมะโมกับมะโซพักอยู่ ห้องของผมและภรรยาอยู่ฝั่งขวา 

ถ้าเทียบกับบรรดาบ้านชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไป บ้านของเรานั้น พูดได้ว่ามีพื้นที่ออกจะกว้างขวาง  โชคดีอีกอย่างก็คือ ตัวบ้านของเราซ่อนอยู่ลึกจากริมถนนใหญ่ มีบ้านใหม่ ๆ สวย ๆ เป็นแนวป้องกันทั้งด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง  พื้นดินก็ใช่ว่าราบเรียบเสมอกัน บ้านบางหลังอยู่บนเนินสูง บางหลังอยู่บนพื้นราบ เหมือนบ้านแถวกะลอและตองจี  บ้านของพวกเราตั้งอยู่บนที่ต่ำ  จากถนนใหญ่ที่ทอดลงมา หากเดินมาตามซอยก็จะถึงบ้านเราพอดี  แต่ถ้ามองมาจากถนนก็จะไม่เห็นตัวบ้าน  พูดอีกอย่างก็คือ เป็นบ้านที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับพวกที่อยู่เกินเวลาวีซ่าอย่างพวกเราเสียเหลือเกิน

อย่างไรก็ตาม โชคร้ายอย่างหนึ่งก็คือ ห้องครัวของพวกเราหันหน้าไปทางห้องรับแขกของบ้านตายายชาวญี่ปุ่นแสนจู้จี้คู่หนึ่ง  ในขณะที่ครัวของมะโมและมะโซหันไปทางโกดัง พวกเขาจะทอดจะผัดอะไรก็สะดวกไปหมด แต่สำหรับพวกผมมันกลับเป็นปัญหาใหญ่โต  ทุกครั้งที่เราตั้งน้ำมันเจียวกระเทียมหรือพริกเพื่อตั้งหม้อแกง ไม่ตาก็ยายนั่นแหละจะเดินมาเคาะประตู แล้วโวยวายสั่งว่า “พวกเธอทอดอะไรกัน ฉันทนดมกลิ่นพวกนี้ไม่ได้  หยุดทำเดี๋ยวนี้เลย”   

อันที่จริง ห้องครัวของผมกับห้องรับแขกของพวกเขาห่างกันเกือบสิบเมตร แต่เป็นเพราะบ้านของสองตายายอยู่สูงกว่า จึงคล้ายว่ากลิ่นไหม้จะลอยเข้าไปในบ้านของแก  อีกอย่าง บ้านเรามันเก่าจึงไม่มีเครื่องดูดควัน นี่เองทำให้พวกเราไม่กล้าทำกับข้าวกันอีก  เวลาจะต้มมาม่าจะต้มน้ำก็ยังไม่กล้าเสียด้วยซ้ำ  ที่หนักหน่อยก็เวลาทำแกงพม่านี่แหละ หากไม่ตั้งน้ำมันเจียวหอมเจียวกระเทียมผัดเครื่องแกงก่อน มันจะอร่อยไปได้ยังไง   บางทีจะแกงรวมไปในคราวเดียว ก็ไม่ถึงรสถึงชาติ  สองคนผัวเมียกลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ ก็อยากจะกินข้าวให้มันถูกปากถูกลิ้นบ้าง  ครั้นจะซื้อแกงจืดสำเร็จรูปของญี่ปุ่นมากินเอาง่าย ก็ไม่ถูกปากเอาเสียเลย  ยังไงก็ไม่ได้รสชาติ  อย่างว่า มันไม่ใช่บ้านเราเมืองเรานี่นะ ครั้นจะตะโกนบอก “ฉุนหน่อยเน้อ” ก่อนจะตั้งกระทะทอดแต่ละทีก็ทำไม่ได้  ช่างลำบากเสียจริง ๆ

เพราะเหตุนี้ หากนึกอยากจะทอดหรือคั่วอะไรสักอย่าง ก็ต้องคอยแอบมองบ้านฝั่งตรงข้ามก่อน ถ้ามองไม่เห็นเงาคน ถึงจะรีบ ๆ ทอดรีบ ๆ คั่ว  ทันทีที่เห็นเงาคนก็ต้องรีบปิดเตาแล้วยกหม้อแกงลง ชวนให้หงุดหงิดใจเสียเหลือเกิน มะโมและมะโซถึงกับออกปากด้วยความเวทนาว่าให้ไปทำกับข้าวที่ห้องของพวกเธอได้  นาน ๆที ก็พอไหว แต่บ่อยเข้าจะเหมาะตรงไหนกัน เกรงใจเขา  แล้วสองตายายจอมจู้จี้คู่นี้ ก็คอยแต่จ้องจับผิดเราด้วยสายตาหาเรื่องอยู่ร่ำไป

บางครั้งเวลาพวกเราเอาเสื้อผ้าออกไปตากแดดที่ราวเหล็กนอกบ้าน ก็มีเสียงบ่นทำนองว่า “อย่าเอามาตากแบบนี้ มันรกลูกตา” อันที่จริง เสื้อผ้าก็อยู่ในที่ต่ำ แต่บ้านพวกเขาอยู่สูงกว่า ถือว่าดีกว่าพวกเรามาก แต่ก็ยังไม่วายเป็นปัญหา  เพราะแบบนี้ก็เลยต้องย้ายกลับเข้ามาตากในบ้าน ทำให้เสื้อผ้าแห้งบ้างไม่แห้งบ้าง

เราใช้ประตูหลังบ้านเป็นทางหลักในการเข้าออกตามความสะดวก เพราะประตูเหล็กม้วนหน้าบ้านเปิดปิดลำบาก  ผมจึงเอาถังขยะวางไว้ข้างประตูหลัง เวลาออกไปทำงานก็หิ้วถุงขยะไปทิ้งพร้อมกัน ด้วยว่าจุดทิ้งขยะอยู่ระหว่างทางไปทำงานพอดี 

คืนหนึ่ง เราไม่รู้ว่าฝนจะตกหนัก  มันเทลงมาราวฟ้ารั่ว ลมกรรโชกแรงจนถังขยะที่เราลืมนึกถึงล้มคว่ำหัวไปทางหางไปทาง ขยะกระจายเกลื่อนรอบบ้าน  บ้างก็ปลิวไปตกในบริเวณบ้านของตายายคู่นั้น  เช้าต่อมาเป็นวันหยุด เราสองคนผัวเมียคิดว่าจะได้นอนตื่นสาย สบาย ๆ เหมือนเช่นเคย  แต่กลับได้ยินเสียงออดประตูดังตั้งแต่หกโมงเช้า  ผมจำใจลุกจากที่นอนไปเปิดประตูดู  ก็พบยายแก่อยู่หน้าประตูบ้าน ชี้ไปยังกองขยะเกลื่อนกลาด พร้อมต่อว่าและเทศนาเกือบครึ่งชั่วโมงว่าให้เก็บถังขยะไว้ในบ้าน ไม่ใช่เอามาออกมาวางไว้ข้างนอก  ด้วยสำนึกว่าตนผิด เราสองคนจึงค้อมตัวลงกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปากแทบฉีกว่า ‘โกเมนเนะ สุมิมาเซน เดชิตะ’ -ขอโทษด้วยครับ ขออภัยครับ- แล้วจึงเก็บขยะที่กองเกลื่อนทิ้งลงถัง และเก็บถังขยะกลับเข้าไปในบ้าน  จากนั้นยายแกถึงได้กลับบ้านตนเองไปอย่างพออกพอใจ

ลองนึกดูสิ พวกเราจะอยู่อย่างคับอกคับใจแค่ไหน  อันที่จริง ผมกับเมีย และสองพี่น้องมะโมกับมะโซ ต่างก็เป็นคนง่าย ๆ อยู่กันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  ไม่ได้เลอะเทอะอะไรนักหนา  แต่สีหน้าท่าทางของเพื่อนบ้านนั้น บอกอยู่โทนโท่ว่าไม่ต้องการให้พวกเราอยู่ที่นี่และดูถูกดูแคลนพวกเราเสียเหลือเกิน

เมียของผมพูดแล้วพูดอีกว่าอยากย้ายบ้าน  “อดทนหน่อย เธอเอ๋ย  ต้องขอบคุณเขาเท่าไรแล้วที่เขาไม่แจ้งตำรวจ แต่เดินมาบอกพวกเราตรง ๆ แทน  ลองคิดในแง่ดีดูบ้าง  อีกอย่างถ้าย้ายออกจากบ้านนี้ ก็ต้องย้ายงานด้วย เธอเองรู้ดีที่สุดนี่ว่าย้ายงานใหม่มันยากลำบากขนาดไหน  ตอนนี้งานก็กำลังไปได้ดี หลับหูหลับตาไปอีกสักพักเถอะนะ”  แม้จะไม่อยากปลอบ ผมก็จำเป็นต้องปลอบเธอแบบนี้  อันที่จริง ตัวผมเองก็ไม่มีจิตมีใจจะอยู่บ้านนี้ต่อแล้ว  อีกหน่อยเขาจะมาไล่เราออกไปไหมหนอ  เราเองจะอดทนไม่ไหวแล้วย้ายหนีเสียเองไหมหนอ  ในใจเอาแต่คิดวนไปวนมาอยู่เช่นนี้

อยู่มาวันหนึ่ง ผมกับเมียเตรียมส่งข้าวของที่ซื้อมาสะสมไว้อยู่เรื่อย ๆ กลับย่างกุ้ง เมียผมซื้อของเก่ง พอมีเวลาว่างก็มักออกไปเดินห้าง  เธอบอกว่า นั่นก็ถูก นี่ก็ราคาดี  ซื้อไว้ก่อนตอนราคาถูก ๆ เถอะ ซื้อไปซื้อมาก็มากมายเต็มไปหมด  เวลาไปตลาดนัดสินค้ามือสอง  พอเห็นของดีราคาถูกก็ซื้อไว้ไม่น้อย ทั้งที่จำเป็นบ้างไม่จำเป็นบ้าง รวม ๆ แล้วห่อส่งกลับไปเห็นจะได้สักห้าลังใหญ่ ๆ

 ผมโทรหา​ โก่ เว ลิน และ นาน นาน ที่ทำงานขนส่งพัสดุไปย่างกุ้ง  กว่า โก่ เว ลินจะมาถึงพร้อมรถคอนเทนเนอร์ขนของก็เกือบหกโมงเย็นพอดี  ตรงกับเวลาที่สองตายายจะพาสุนัขตัวน้อยขนปุกปุยออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน  พวกผมกำลังชั่งน้ำหนักของอยู่ในบ้าน  พอชำระเงินกันเสร็จเรียบร้อย โก่ เว ลินก็เอารถเข็นมาขนกล่องลังออกมานอกบ้าน ผมกับ โก่ เว ลินช่วยกันเข็นรถเข็นออกไปยังรถที่เขาจอดไว้ที่ถนนใหญ่ได้สามรอบถ้วน สองตายายเอาแต่ยืนจ้องสังเกตการณ์พวกเราอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่ากำลังนึกสงสัยว่าพวกเราทำอะไรกันอยู่หรือเปล่า พอขนของขึ้นรถเสร็จและรถแล่นออกไปแล้ว ผมจึงเดินย้อนกลับมาตามทางเดินเข้าบ้าน  ตาแกจึงตะโกนเรียกผมจากหน้าบ้านแก แล้วถามว่า

“พวกเธอทำอะไรกันเมื่อตะกี๊นี้”  นั่นปะไร อะไรกันอีกไม่จบไม่สิ้น

“ผมส่งของที่ซื้อเก็บไว้กลับประเทศครับ”  ผมรู้สึกรำคาญแต่ก็ตอบกลับไปอย่างสุภาพนอบน้อม
“พวกเธอมาจากประเทศไหนกันล่ะ”

“เมียนมาครับ”

“เมียนมา… เมียนมาอยู่แถวไหน”

“ เมียนมา หรือที่เรียกว่า บีรูมะ น่ะครับ”

คนญี่ปุ่นรุ่นเก่าส่วนใหญ่ รู้จักเมียนมาในนาม บีรูมะ มากกว่า ผมจึงบอกชื่อที่พวกเขาน่าจะรู้จักไป

“บีรูมะ หรอกเหรอ…”

คราวนี้ อยู่ๆ สีหน้าของตาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน กลายเป็นสีหน้าประหลาดใจ จากที่เคยชักสีหน้าไม่พอใจ ไม่ไว้ใจ ก็กลายเป็นอ่อนโยนลง แกเดินลงมาหาผม

“ถ้าอย่างนั้น…เธอก็มาจากประเทศเดียวกับ ซุจีซังสิ ใช่ไหม”

“ครับ….เอ่อ…ใช่ครับ มาจากประเทศเดียวกับซุจีซังครับ  ทุกคนในบ้านนี้ก็มาจากประเทศเดียวกับซุจีซังทั้งนั้นครับ”

“ โซก๊ะ ” แกถามว่าจริงเหรอ

สีหน้าของตาแกเปลี่ยนเป็นสว่างสดใสและยิ้มแย้มตื่นเต้นในทันทีทันใด  พร้อมคว้ามือผมไปจับแล้วเขย่าทักทายอย่างกระตือรือร้น ราวกับได้พบพานเพื่อนเก่าสหายแก่ที่พลัดพรากจากกันไปนานหลายเดือนหลายปีโดยบังเอิญ

“เมื่อกี้ เธอว่าเธอเป็นคนบีรูมะนี่นะ  ฉันก็นึกว่าเธอเป็นคนฟิลิปปินส์มาตลอดเลย…
‘ซุจีซัง คุนิคะระ ไดโจบุ’” แกบอกว่า เพราะเป็นประเทศของซุจีซัง เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไร

จากนั้นแกก็ชวนคุยอย่างอบอุ่นไม่ยอมหยุดว่า แกดีใจที่ได้รู้จักพวกผม บอกให้พวกผมตั้งใจทำงานและดูแลรักษาสุขภาพให้ดี  ถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอกแกได้เสมอ

เมียผมเดินเข้ามาใกล้ รู้สึกประหลาดใจและดีใจจนน้ำตาคลอ  ตัวผมเองพอเห็นแบบนี้ก็โล่งอกและอดรำพึงในใจซ้ำ ๆ ไม่ได้ว่า “ขอบคุณเหลือเกิน อานตี้ซุ”  หากอานตี้ซุจีซังไม่ช่วยไว้  พวกผมคงไม่มีที่ซุกหัวนอนและคงถึงคราวเคราะห์ในญี่ปุ่นเป็นแน่แล้ว

จากวันนั้นมา ทุก ๆ เช้าเมื่อเปิดประตูบ้าน ผมก็จะเห็นรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรของคุณตาคุณยาย พร้อมเสียงทักทาย ‘โอฮะโย โกซัยอิมัส” หรืออรุณสวัสดิ์ แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทุกครั้งที่พบกันระหว่างทางไปทำงานและกลับบ้าน พวกเขาทั้งสองยังตะโกนให้กำลังใจว่า ‘กัมบัตเตะเนะ’ -สู้ๆนะ ตั้งใจทำงานนะ เป็นอย่างนี้จนพวกผมเดินทางกลับประเทศเมียนมา หลังจากทำงานเก็บเงินได้เพียงพอเลยครับ

ก่อนหน้านั้น ผมเคยเข้าใจว่า “อิทธิพล” กับ “อำนาจ” เป็นเรื่องเดียวและเหมือนกันมาโดยตลอด  แต่ครั้นลองมาคิดดูดี ๆ ทั้งสองกลับไม่ใช่สิ่งเดียวกัน อิทธิพลก็อย่างหนึ่ง อำนาจก็อีกอย่างหนึ่ง

เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เราอาจใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง  ในขณะที่อิทธิพลนั้น เราจะทำเช่นนี้ไม่ได้

อิทธิพลนั้นตั้งอยู่บนความซื่อตรง ปัญญาญาณที่เต็มพร้อม ความเฉียบแหลมและความสามารถเฉพาะตน  ความเสียสละทุ่มเทเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  ความศรัทธาในความถูกต้อง  ความกล้าหาญสัตย์ซื่อ และความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด เป็นอาทิ

ในเวลานั้น ซุจีซังไม่ได้ถือครองอำนาจอันใดเลย ทั้งยังถูกกดอยู่ภายใต้อำนาจเสียด้วยซ้ำ ในเวลานั้น เธอยังถูกจองจำอยู่อย่างโดดเดี่ยวอยู่ในบ้านขาดการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

หากแต่… ผู้ที่อยู่เพียงในบ้านกลับมีอิทธิพลอย่างยิ่ง

หากเรากางแผนที่โลกออก ก็จะพบว่า กลางมหาสมุทรแปซิฟิคสีครามอันไพศาล บนเกาะเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “ญี่ปุ่น” ในย่านอันเงียบสงบของเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชานกรุงโตเกียว ในบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่มีสองตายายวัยชราอาศัยอยู่นั้น ก็ยังมีร่มเงาอิทธิพลของซุจีซังแผ่มาถึง พอคิดดูอย่างนี้ ผมก็อดรู้สึกขนลุกขึ้นมาไม่ได้จริงๆ


[1] วินเดอร์เมียร์ ในที่นี้ หมายถึง ย่านเงียบสงบริมทะเลสาบอินยา หรือบริเวณถนนตั่งลวิน (သံလွင်လမ်း) เขต กมา-ยุต (ကမာရွတ်မြို့နယ်) เมืองย่างกุ้ง ในปัจจุบัน  แต่เดิมในยุคอาณานิคม เรียกถนนสายนี้ว่า “ถนนวินเดอร์เมียร์” ตามลักษณะย่านที่ร่มรื่น เงียบสงบ ริมทะเลสาบอินยา  โดยเปรียบเปรยลักษณะทางภูมิทัศน์กับทะเลสาบวินเดอร์เมีย (Windermere) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เลค ดิสตริคท์ เขตคัมเบรีย  นอกจากนี้ บริเวณนี้ยังอยู่ในละแวกสถานการศึกษาสำคัญหลายแห่ง ที่พำนักของบุคคลสำคัญอย่าง ดอว์ อองซานซุจี อดีตนายกรัฐมนตรี อูนุ รวมไปถึงสถานเอกอัครราชทูตจำนวนมากอีกด้วย (ผู้แปล)

แปลจาก
มะ ฮนิน พเว. “อิทธิพล”, นิตยสาร ชเว อะมยุเต (กุมภาพันธ์ 2556).
နှင်းဖွေး၊ မ။ (၂၀၁၃)။ ဩဇာ။ ရွှေအမြုတေမဂ္ဂဇင်း၂၀၁၃ ခုနှစ်ဖေဖော်ဝါရီလ

ประวัติผู้เขียน [หน้าถัดไป]

ผลงานแปลนี้ ได้รับอนุญาตให้แปลจากเรื่องสั้นต้นฉบับภาษาพม่าเป็นภาษาไทย และได้รับอนุญาตให้เผยแพร่เพื่อจุดประสงค์ทางการศึกษา อย่างถูกต้องตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์โดยตรง
ผลงานนี้ ใช้
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International.

Leave a Comment

Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial